การแต่งหน้า ทำผม มีสารเคมีกระทบต่อลูกน้อยในครรภ์หรือไม่?

ccx

เรื่องความสวยความงามนั้นเป็นเรื่องที่อยู่คู่กับผู้หญิงอย่างเรามานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงไหนก็ตาม และอีกช่วงหนึ่งที่เป็นช่วงเวลาของการตั้งครรภ์ คุณแม่หลายท่านมักจะมีข้อสงสัยในเรื่องของการเสริมสวยบนร่างกายว่าจะส่งผลใดใดต่อลูกหรือไม่ โดยเฉพาะการเสริมสวยที่ต้องมีสารเคมีมาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง และมีกลิ่นที่แรงและไม่พึงประสงค์มากนัก ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่คุณแม่บางคนนั้นจะตัดขาดจากการเสริมสวยแต่งหน้าในช่วงตั้งครรภ์

aHR0cDovL3AyLnMxc2YuY29tL3dvLzAvdWQvNy8zNjIyOS9pc3RvY2tfMDAwMDE2MDU3MjA5X3NtYWxsLmpwZw==

  1. แต่งหน้า ครีม แป้ง เมคอัพ ช่วงนี้จะเป็นช่วงที่คุณแม่นั้นเกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายได้ง่าย บางคนก็โทรมลงบ้าง หรือว่าบางคนก็มีใบหน้าที่สวยสดใสมากกว่าเดิม ช่วงสามเดือนแรกของการแพ้ท้องอาจจะยังไม่ค่อยมีเวลาในการแต่งตัวแต่งหน้ามากนัก แต่หลังจากนั้นคุณแม่อาจจะอยากเสริมสวยเพื่อที่จะให้ตัวเองนั้นดูดีมากที่สุด แพทย์บอกว่าสามารถทำได้ ทาครีมบำรุงหน้าและบำรุงผิวได้ปกติ จะได้ช่วยให้คุณแม่สดใสไม่โทรมมากจนเกินไปในช่วงการตั้งครรภ์
  2. ใส่น้ำหอม กลิ่นบางกลิ่นในช่วงที่คุณแม่แพ้ท้องอาจจะไม่ดีมากนัก เพราะว่าอาจจะทำให้รู้สึกเวียนหัวได้ง่าย ถ้าคุณแม่ไม่แพ้กลิ่นน้ำหอมของตัวเองก็สามารถที่จะใส่ได้ตามใจชอบ
  3. การทาเล็บ คุณแม่ที่ชอบทำเล็บเป็นชีวิตจิตใจคงจะห้ามได้ยาก เพราะว่าคนท้องนั้นบางครั้งมีเวลาว่างก็จะเข้าร้านทำเล็บ ความจริงสามารถทำได้ แต่ให้ระวังในเรื่องของกลิ่นด้วยแนะนำให้คุณแม่นั้นใส่ผ้าปิดจมูกเล็กน้อย เพราะทั้งสีทาเล็บและน้ำยาล้างเล็บค่อนข้างจะมีกลิ่นที่แรงมาก แต่คุณหมอจะไม่ค่อยแนะนำให้ทาเล็บมากนัก เพราะว่าการประเมินโรคของหญิงตั้งครรภ์บางโรค อย่างเช่นตรวจสอบว่าคุณแม่มีภาวะซีดหรือไม่ คุณหมอจะสังเกตที่เล็บด้วย ซึ่งถ้าทาเล็บจะเป็นอุปสรรคต่อการตรวจของคุณหมอได้
  4. การทำสีผม ข้อนี้เป็นข้อที่คุณแม่หลายคนนั้นข้องใจมากที่สุด เพราะว่าทั้งกลิ่นและสารเคมีนั้นค่อนข้างแรงมาก แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะส่งผลได้ถึงทารกในครรภ์อย่างแน่นอนคุณแม่สามารถทำสีผมช่วงระหว่างการตั้งครรภ์ได้  แต่ให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดีและที่ที่มีอากาศโปร่ง

แม่ตั้งครรภ์แต่งหน้า

การเสริมสวยทุกอย่างของคุณแม่นั้นสามารถทำได้ง่ายดาย เพียงแต่ว่าจะต้องรู้ถึงพิกัดและความพอดีของสารเคมีที่ได้รับด้วย อย่างเช่นเรื่องการทำความงามเกี่ยวกับผิวหนังก็ต้องมีการแจ้งด้วยว่ากำลังตั้งครรภ์ เพราะว่าการเสริมสวยบางอย่างใช้สารเคมีเข้าไปในร่างกายแบบรุนแรง คุณแม่ทุกคนจะได้สวยแบบที่ไม่ต้องกังวลกัน

การเลือกรองเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักได้ดีในช่วงตั้งครรภ์

Mom3

ในช่วงที่คุณแม่กำลังมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ และหน้าท้องที่ขยายใหญ่และมีน้ำหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนที่ต้องรับน้ำหนักตัวทั้งตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ก็คือส่วนของขาและเท้า ดังนั้นเมื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเวลายืนเวลาเดินจะรู้สึกว่ามีอาการปวดเมื่อยง่ายเสมอ ด้วยน้ำหนักตัวของคุณแม่เองและน้ำหนักของครรภ์ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆนั่นเอง

hba-1214

อุปกรณ์ที่สำคัญในการเดินก็คือรองเท้า หญิงตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆจะต้องเลือกซื้อรองเท้าในแบบที่เหมาะกับตัวเองมากที่สุด เพราะว่าตั้งแต่ที่เริ่มตั้งครรภ์คุณแม่ทุกคนจะต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษไม่ให้ล้มลงไปหรืว่าเกิดการกระแทกได้ และเลือกรองเท้าที่ไม่ใช่ส้นสูงแฟชั่นที่เคยใส่ทุกวัน แต่เปลี่ยนเป็นรองเท้าที่เหมาะสำหรับคนท้องและรองรับน้ำหนักคนท้องได้

 

  1. รองเท้าที่ไม่ใช่ส้นสูง อาจจะมีความสูงเพิ่มขึ้นได้เล็กน้อย แต่ว่าควรจะเป็นรองเท้าที่มีพื้นเสมอกันไม่สูงที่ส้น เพราะว่าจะทำให้การทรงตัวของคุณแม่นั้นลำบากมาก เวลาเดินจะรู้สึกเมื่อและเจ็บที่เท้ามาก ซึ่งคุณหมอจะห้ามอยู่แล้วเพราะว่ามันสามารถที่จะเกิดอันตรายและทำให้คุณแม่ตั้งครรภ์หกล้มได้ทุกเมื่อ
  2. รองเท้าที่มีน้ำหนักเบา เนื่องจากว่าน้ำหนักตัวของคุณแม่นั้นมีน้ำหนักที่มากอยู่แล้ว ดังนั้นการเลือกซื้อรองเท้า จึงจะต้องเลือกแบบที่มีน้ำหนักเบามากที่สุด เพื่อที่จะคอยช่วยทุ่นแรงไม่ให้คุณแม่ตั้งครรภ์นั้นเดินลำบาก
  3. วัสดุพื้นรองเท้าควรทำมาจากวัสดุแบบนิ่ม อาจจะเป็นยางหรือว่าฟองน้ำก็ได้ เพื่อที่เวลาเหยียบที่พื้นรองเท้าจะทำให้แม่รู้สึกสบายที่เท้าและไม่รู้สึกเจ็บ อีกอย่างถ้าเวลายื่นนานๆหรือเดินนานๆคุณแม่จะไม่รู้สึกเจ็บที่เท้าอีกเลย รองเท้าที่ทำจากพลาสติกหรือว่าทำจากไม้เมื่อใส่แล้วจะทำให้เจ็บเท้าได้ง่าย
  4. เลือกขนาดที่ใหญ่กว่าเท้าเล็กน้อย เนื่องจากว่าช่วงใกล้คลอดจะเป็นช่วงที่คุณแม่ทุกคนนั้นเกิดอาการเท้าบวมขึ้นได้ง่าย ดังนั้นจึงต้องเลือกซื้อรองเท้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเท้าเล็กน้อย ไม่รัดที่เท้ามากจนเกินไป เอาแบบที่เดินสะดวกและสบายมากที่สุด

Mom1

รองเท้าที่ใส่ได้สบายก็จะมีประโยชน์กับผู้ใส่ด้วยเช่นเดียวกัน สำหรับคุณแม่ที่ต้องการซื้อรองเท้า ควรจะเลือกซื้อรองเท้าในช่วงบ่ายถึงเย็น เพราะว่าเท้าจะสามารถยืดขยายได้มากที่สุด ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงแทบทุกส่วน ดังนั้นคุณแม่จะต้องเตรียมรับมือกับสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณแม่และความลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์เอง

การเดินทาง ขึ้นรถ ลงเรือ ของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์

คุณแม่บางท่านตั้งครรภ์ในช่วงเวลาที่ไม่ทันได้ตั้งตัวมาก่อน หรือว่าไม่ได้วางแผนก่อล่วงหน้าว่าจะต้องจัดการกับการเดินทางที่เตรียมไว้อย่างไร ทั้งคุณแม่ที่ต้องเดินทางไปทำงานช่วงการตั้งครรภ์และการเดินทางท่องเที่ยวในช่วงตั้งครรภ์ ทั้งคุณพ่อและคุณแม่เองก็มักจะเกิดอาการกังวลเสมอว่าจะสามารถเดินทางได้หรือไม่ จะเสี่ยงต่ออันตรายอะไรหรือเปล่า?

การเดินทางคนท้อง

ก่อนการเดินทางนั้นคุณแม่ทุกคนจะต้องเตรียมตัวเองให้ดีที่สุด ถ้าไม่แน่ใจควรปรึกษาแพทย์ก่อนทุกครั้งก่อนที่จะทำการเดินทางไกล ทั้งในเรื่องของยานพาหนะต่างๆที่ต้องคอยเอาใจใส่เสมอว่าจะเป็นอันตรายใดใดต่อลูกในท้องหรือไม่เมื่อต้องเดินทาง

bigstock_pregnant_woman_traveling_7008806

  • รถจักรยานยนต์ หรือการขี่มอไซค์ ในช่วงแรกๆนั้น คุณแม่อาจจะสามารถขี่ได้อยู่ เพราะว่าท้องจะยังไม่ใหญ่มากนัก ไม่เป็นอุปสรรคกีดขวางต่อการขับขี่ แต่ต้องระวังไม่ให้กระแทกจนเกินไป เพราะว่าอาจจะทำเลือดออกและเกิดแท้งได้ง่ายกว่า สำหรับการขับขี่รถจักรยานยนต์นั้นส่วนใหญ่แล้วเป็นการเดินทางในระยะที่ใกล้ๆไม่ต้องเดินทางไกล หรืออาจจะอยู่ในช่วงที่คุณแม่ทุกคนนั้นยังทำงานอยู่นั่นเอง การเดินทางไปกลับช่วงนี้จึงต้องระวังมากหน่อย
  • การขับรถยนต์ ถ้าเป็นการขับในระยะใกล้ๆอย่างเช่นการขับไปทำงานคุณแม่ยังสามารถที่จะขับได้อยู่ แต่ถ้าเข้าเดือนที่ 5 เป็นต้นไป คุณแม่จะรู้สึกอึดอัดและขับไม่ค่อยถนัดนัด ควรมีคนขับรถหรือว่ามีคนดูแลจะดีกว่า และสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวในสถานที่ไกลๆแนะนำว่าคุณแม่ไม่ควรที่จะขับรถเอง เพราะว่าอาจจะเกิดอาการปวดเมื่อได้ง่าย
  • เดินทางด้วยเครื่องบิน เป็นการเดินทางที่ต้องมีใบรับรองแพทย์เท่านั้นจึงจะสามารถขึ้นเครื่องได้ ยิ่งถ้าเป็นช่วงใกล้คลอดคุณแม่ไม่ควรที่จะเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะว่าความดันอากาศต่างกันอาจจะเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินขึ้นได้บนเครื่อง เพราะโดยปกติช่วงนี้เป็นช่วงที่คุณแม่ต้องเตรียมตัวคลอดได้แล้ว

คนท้องเดินทาง

ในระหว่างการตั้งครรภ์ถ้าคุณแม่มีความจำเป็นต้องเดินทางหรือว่าจำเป็นต้องใช้ยานพาหนะใดใดก็ตาม เพื่อความสบายใจคุณแม่จะต้องทำการปรึกษาคุณหมอก่อนทุกครั้ง อย่าหักโหมเดินทางบ่อย หรือว่าขับขี่ยานพาหนะด้วยตัวเอง เพราะว่าสรีระของหญิงตั้งครรภ์ไม่อำนวยที่จะขับขี่รถได้อยู่แล้ว และที่สำคัญการเดินทางในยามค่ำคืน เรื่องของการพักผ่อนนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ และเรื่องของอาหารการกินระหว่างเดินทาง การเข้าห้องน้ำ เพราะว่าคุณแม่ตั้งครรภ์จะปวดฉี่ได้บ่อยมาก ยิ่งถ้าเป็นช่วงที่กำลังแพ้ท้องอาจจะทำให้คุณแม่เดินทางได้อย่างยากลำบากมากขึ้น แต่ถ้ามีคนคอบดูแลและรอบคอบเรื่องการดูแลตัวเองก็ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก

การอัลตร้าซาวด์เพื่อติดตามพัฒนาการของลูก

01_49

ในช่วงของการตั้งครรภ์คุณพ่อคุณแม่หลายท่านนั้นมักจะอยากติดตามพัฒนาการที่ดีของลูก เริ่มจากการไปฝากครรภ์ในครั้งแรก คุณหมอจะคอยบอกกล่าวในเรื่องของการดูแลตัวเองให้กับคุณแม่ได้รู้เสมอว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์ เพื่อพัฒนาการที่ดีของลูก คุณแม่ก็พร้อมที่จะดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เจ้าตัวเล็กในท้องเติบโตและมีพัฒนาการที่ดีมากยิ่งขึ้น

mtopic_369

การเฝ้าดูการเติบโตของลูกเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่หลายคนนั้นเฝ้ารอมาตลอดและตื่นเต้นกับมันอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว ซึ่งมีวิธีการหนึ่งที่ทำให้คุณพ่อและคุณแม่นั้นตื่นเต้นไม่แพ้กันก็คือ การอัลตร้าซาวด์ เพื่อติดตามการเจริญเติบโตของลูกและพัฒนาการทางร่างกายของลูกว่าไปถึงไหนแล้วนั่นเอง

ultrasound

การอัลตร้าซาวด์จะสามารถบอกอะไรกับคุณแม่ได้บ้าง?

  • สามารถบ่งบอกเพศลูกได้ คุณพ่อคุณแม่ท่านใดที่อยากทราบเพศลูก การอัลตร้าซาวด์เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถทราบได้โดยง่าย เมื่ออายุครรภ์คุณแม่ประมาณ 3-4 เดือนขึ้นไปก็สามารถที่จะเห็นเพศลูกได้อย่างชัดเจนแล้ว หรือถ้าครั้งแรกไม่ชัดคุณพ่อคุณแม่อาจจะทำเรื่องขอให้คุณหมอนั้นซาวด์เพื่อดูเพศลูกในครั้งต่อไปได้เช่นเดียวกัน
  • อัลตร้าซาวด์เพื่อดูร่างกายของลูกว่าครบถ้วนหรือไม่ แพทย์จะต้องตรวจทั้งสุขภาพของคุณแม่ และสุขภาพของคุณลูก ดังนั้น สิ่งสำคัญก็คือการตรวจดูว่าภายในท้องของเรานั้นลูกมีแขนขาที่ครบหรือไม่ ยิ่งถ้าช่วงใกล้คลอด แพทย์จะทำการอัลตร้าซาวด์บ่อยครั้งเพราะว่าจะดูถึงพัฒนาการของลูก ขนาดของตัวลูกว่าจะสามารถคลอดเองได้โดยธรรมชาติหรือไม่
  • เพื่อตรวจดูจำนวนบุตรในครรภ์ คุณแม่หลายท่านอาจจะไม่เคยรู้มาก่อนว่า ตังคุณแม่เองนั้นมีลูกแฝด คุณแม่หลายท่านในช่วงของการตั้งครรภ์นั้นก็รู้สึกว่าตัวเองนั้นมีหน้าท้องที่ใหญ่มากผิดปกติ หรือรู้สึกว่าลูกดิ้นแรงมาก ไปอัลตร้าซาวด์อีกทีคุณแม่อาจจะได้รับข่าวดีว่ามีลูกแฝดก็เป็นได้
  • สังเกตการณ์ลูกดิ้น การอัลตร้าซาวด์เราจะสามารถเห็นลูกนอนอยู่ในถุงน้ำคร่ำได้อย่างชัดเจน เมื่อลูกดิ้นผิดปกติดิ้นน้อยเกินไป หรือว่าดิ้นมากจนเกินไป หมอจะทำการฟังเสียงหัวใจและอัลตร้าซาวด์เพื่อดูให้แน่ใจว่าลุกน้อยของเรายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

sujanya_121

ประโยชน์ของการอัลตร้าซาวด์จะช่วยให้เรานั้นได้ติดตามพัฒนาการของลูกได้ตลอดเวลาว่าลูกของเรานั้นโตแค่ไหนแล้ว แต่คุณหมอก็ไม่ชอบที่จะทำการอัลตร้าซาวด์บ่อยๆเพราะว่ามันเป็นการรบกวนลูกน้อยในท้องด้วย เมื่ออยากทราบพัฒนาการของลูกหรือว่าเกิดอาการผิดปกติใดใดคุณแม่ก็ถึงทำการอัลตร้าซาวด์กันนะ

การดื่มน้ำช่วงให้นมบุตรของคุณแม่หลังคลอด

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-2

สุขภาพของแม่และเด็กนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญ โดยเฉพาะช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่ต้องมีการดูแลรักษาสุขภาพของทั้งตัวคุณแม่และเด็กมากที่สุด เพราะว่าช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมบุตรนั้น อาจจะเป็นช่วงที่คุณแม่ยังรู้สึกเจ็บที่แผล หรือว่ายังรู้สึกว่าร่างกายยังไม่เข้าที่มากนัก ต้องดูแลเป็นอย่างดี และในระหว่างที่คุณแม่กำลังฟื้นตัวจากการคลอดนั้น คุณแม่ก็จะต้องให้นมลูกด้วยเช่นกัน จึงเรียกได้ว่าเป็นงานหนักเลยทีเดียว

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด

การปฏิบัติตัวของคุณแม่นอกจากจะต้องดูแลและฟื้นฟูร่างกายตัวเองโดยเร็วแล้ว คุณแม่จะต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพให้มากที่สุดด้วย เพราะว่าอาหารจะเป็นตัวช่วยสำคัญในการชี้วัดว่าสุขภาพของลูกนั้นจะดีมากแค่ไหน?คุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรในช่วงหลังคลอดจะได้รับการดูแลเรื่องอาหารการกินที่ดีเป็นพิเศษ บางก็ไม่สามารถที่จะรับประทานได้เพราะว่ามีผลต่อลูก เพราะว่าต้องให้นมอยู่ และอาจจะต้องบำรุงร่างกายด้วยอาหารสุขภาพหลายอย่างเพื่อให้น้ำนมมีเพียงพอที่จะเลี้ยงลูกต่อไปในกรณีที่คุณแม่นั้นมีน้ำนมน้อย อาหารที่คุณแม่มักจะขาดไม่ได้เลยช่วงนี้ก็คือน้ำ เพราะว่าความเหนื่อยล้าจากการเลี้ยงลูก และต้องให้นมลูกเป็นเหตุที่ต้องทำให้คุณแม่นั้นเกิดอาการกระหายน้ำได้ตลอดเวลา ดังนั้นจึงต้องดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ แล้วคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรควรจะดื่มน้ำอย่างไรให้เหมาะและพอต่อความต้องการของร่างกายมากที่สุด

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-3

  • ดื่มน้ำเปล่าควบคู่ไปกับนม ยิ่งดื่มมากยิ่งดี เพราะว่าช่วงนี้ร่างกายของคุณแม่จะต้องขาดน้ำอยู่แล้ว คงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการดื่มน้ำเปล่าอย่างแน่นอน คุณแม่ก็ควรดื่มนมมากๆด้วยเพื่อบำรุงร่างกายตัวเอง ถ้าแข็งแรงก็จะมีน้ำนมมาให้ลูกได้อย่างเพียงพอ
  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่ไม่ใช่น้ำเปล่า ถ้าเป็นพวกน้ำผลไม้อาจจะดื่มได้บ้าง ยกเว้น ชา กาแฟ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เครื่องดื่มชูกำลัง เพราะว่าสารอาหารทุกอย่างจะสกัดออกมาเป็นน้ำนมให้ลูก คุณแม่ต้องเลือกดื่มเครื่องดื่มในช่วงนี้ด้วย
  • ดื่มน้ำอุ่นเพื่อกระตุ้นให้น้ำนมลูกไหลดีมากยิ่งขึ้น ความจริงแล้วคุณแม่สามารถดื่มน้ำเย็นได้ แต่ว่าค่อยๆเปลี่ยนและสลับกับการดื่มน้ำอุ่นจะช่วยได้ดีมาก เพราะว่าจะช่วยให้ร่างกายมีเลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยให้น้ำนมไหลดีมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ร่างกายก็จะทำการปรับอุณหภูมิที่ปกติ

การดื่มน้ำของคุณแม่หลังคลอด-1

แค่วิธีการเลือกดื่มน้ำแบบเล็กๆน้อยๆเท่านั้น ก็มีผลต่อสุขภาพของแม่และเด็กได้ เพราะว่าบางครั้งคุณแม่ก็จะมองข้ามในเรื่องเล็กๆเหล่านี้ไป วันนี้ถ้าลูกน้อยกำลังดื่มนมแม่อยู่ คุณแม่อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆเพื่อสุขภาพที่ดีของลูกน้อยด้วย

การขับรถยนต์ในช่วงที่กำลังตั้งครรภ์

ในช่วงที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์ หลายคนมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ยานพาหนะในการเดินทางหลายรูปแบบ และวันนี้เราจะมาพูดถึงการเดินทางในรูปแบบของการขับรถยนต์ของคุณแม่ ซึ่งดูเหมือนว่าจะเป็นการเดินทางที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว แต่ก็ยังต้องระวังอยู่ดี เพราะว่าบนท้องถนนนั้นสามารถที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเมื่อแบบไม่คาดคิด ถึงแม้ว่าจะเป็นการขับรถยนต์แต่ก็มีแรงกระแทกอยู่ดี ยังต้องระวังในทุกขั้นตอนและรอบด้าน

content-0031550-1438936220

 

ซึ่งช่วงเวลานี้คุณแม่อาจจะต้องมีความจำเป็นในการขับรถยนต์เองคนเดียว หรือว่าไปซื้อของ ไปทำงาน ซึ่งก็ต้องปฏิบัติตัวให้ถูกต้องด้วยเพื่อความปลอดภัยของตัวเองและลูกในครรภ์

  1. เมื่ออายุครรภ์เพิ่มมากขึ้น สรีระร่างกายของคุณแม่นั้นก็ไม่เหมาะที่จะขับรถยนต์มากนัก ด้วยหน้าท้องของคุณแม่ที่ยื่นออกไปทำให้คุณแม่จะสามารถขยับตัวได้ลำบากมากกว่าเดิม เมื่อถึงช่วงเวลาใกล้คลอดคุณแม่อาจจะต้องงดในเรื่องของการขับรถยนต์ไว้  เพราะว่าสรีระร่างกายและหน้าท้องที่ใหญ่ขึ้นจะทำให้ประสิทธิภาพในการขับรถนั้นลดน้อยถอยลงได้มาก
  2. การนั่งเป็นเวลานานๆก็ไม่ดี เนื่องจากว่าการขับรถยนต์จะต้องต้องนั่งเป็นเวลานาน เสี่ยงต่ออาการปวดเมื่อยของคุณแม่ได้มาก ดังนั้นช่วงที่อายุครรภ์มากแล้วคุณแม่อาจจะต้องงดการเดินทางไกล เวลาที่ต้องขับรถไปไหนไกลๆอาจจะให้คนอื่นช่วยขับให้หรือให้คุณพ่อพาไปก็ได้แล้วแต่จะสะดวก
  3. การเบรกเป็นระยะๆ ในการขับรถยนต์ใช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป เพราะว่ามักจะมีการเบรกรถเป็นระยะซึ่งเสี่ยงต่อการกระแทกได้เช่นเดียวกัน และระวังพื้นถนนที่ไม่เรียบ เพราะว่าการกระแทกบ่อยครั้งจะทำให้คุณรู้สึกเจ็บที่บริเวณท้องน้อยได้

1254141-700x453

เรื่องความปลอดภัยของลูกน้อยในครรภ์ขณะขับรถนั้น ความจริงลูกจะได้รับอันตรายได้ยากเพราะว่าในท้องจะมีถุงน้ำคร่ำห่อหุ้มตัวลูกอยู่ เหมือนเป็นเกราะป้องกันอีกชั้นหนึ่งของลูก ซึ่งก็ไม่ควรวางใจเพราะว่าการกระแทกที่รุนแรงอาจจะทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกได้ง่ายมากกว่าเดิม  และสำหรับคุณแม่ท่านใดที่มีความจำเป็นจะต้องขับรถยนต์ด้วยตัวเอง หรือว่ามีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางด้วยตัวเองไม่มีคนคอบขับรถให้ จะต้องทำการเช็คสภาพรถให้ดีก่อนเพื่อที่จะได้ชัวร์ในเรื่องของความปลอดภัย และที่สำคัญคือคุณแม่สามารถที่จะเลือกระยะทางที่เดินทางและหนทางในการเดินทางได้ หลีกเลี่ยงเส้นทางไกลที่ต้องนั่งนานๆ หลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีความขรุขระ และใช้ความเร็วที่เหมาะสม อย่าฝืนขับรถถ้ารู้สึกว่าเหนื่อยจนเกินไปเพื่อความปลอดภัยของตัวคุณและลูกน้อย

driving-while-pregnant

กลุ้มใจเรื่องน้ำหนักหลังคลอด กับคุณแม่มือใหม่

baby-17346_640

 

หลังจากที่คลอดลุกมาใหม่ๆ หรือว่าช่วงที่คุณแม่หลายคนนั้นกำลังเข้าสู่ช่วงไตรมาสสุดท้ายเรียกได้ว่าช่วงนี้นั้นเป็นช่วงที่ใกล้คลอดเต็มที่แล้ว ระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องดูแลตัวเองในหลายๆเรื่องทั้งเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของการควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับพอดีและไม่มีความเสี่ยงต่อโรคต่างๆได้ ช่วงที่กำลังตั้งครรภ์จะสังเกตได้ว่าคนท้องนั้นจะมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นโดยอัติโนมัติ ทั้งน้ำหนักตัวของลูก และอาหารเสริมที่รับประทานเข้าไปเพื่อบำรุง ส่งผลให้คุณแม่มีน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากยิ่งขึ้น ถึงคราวที่คุณแม่หลายคนนั้นต้องมานั่งกลุ้มใจกับเรื่องของน้ำหนักตัวที่ไม่สามารถจะเอาลงได้ง่ายๆหลังคลอด ขอบอกว่าคุณแม่ทุกท่านอย่าเพิ่งกังวลเรื่องของน้ำหนักตัวหลังคลอดมากเกินไป เพราะว่ามันอาจจะไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด
ช่วงหลังจากคลอดบุตรใหม่ๆนั้นไม่มีคุณแม่คนไหนสามารถปฏิเสธได้ว่าน้ำหนักตัวนั้นไม่เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวและการรับประทานอาการในช่วงการตั้งครรภ์ด้วยว่าเป็นอย่างไร เพราะว่าจะส่งผลต่อน้ำหนักตัวคุณแม่หลังคลอดได้เช่นเดียวกัน หลังคลอดแล้วคุณแม่สามารถดูแลตัวเองให้กลับมามีน้ำหนักตัวเท่าเดิมและให้มีหุ่นทีสวยงามเหมือนเดิมได้ เริ่มจากการให้นมลูก คุณแม่ทราบหรือไม่ว่าช่วงเวลาของการให้นมลูกนั้นเป็นช่วงเวลาที่เราสามารถผอมได้ง่ายมากที่สุด เพราะว่าลูกจะดูดนมเราไปเรื่อยๆเต้านมจะยุบลงเล็กน้อยหลังจากที่ลูกเลิกนมน้ำหนักตัวก็จะค่อยๆลดลงตามกันลงไป แต่ในช่วงที่คุณแม่กำลังให้นมลูกนั้น อาจจะต้องรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อช่วยให้มีน้ำนมมากขึ้น สามารถรับประทานได้ปกติแต่ให้รับประทานแค่พออิ่มและไม่รับประทานแบบจุกจิก เพียงเท่านี้ก็สามารถช่วยให้ผอมลงได้แล้ว และอีกหนึ่งประการที่ช่วยให้ผู้หญิงอย่างเราผอมได้ง่ายก็คืออาการเหนื่อยในช่วงหลังคลอด คุณแม่ทุกคนนั้นจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างๆเพียงลำพัง ไม่ว่าจะเป็นการเลี้ยงลูก การทำงานในบ้าน หรือแม้กระทั่งการทำงานนอกบ้าน เวิร์คกิ้งวูแมนนั้นอาจจะน้ำหนักตัวลดลงได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ เพราะว่าการทำงานและเลี้ยงลูกไม่ได้หยุดเลยนั่นเอง

 

baby-165067_640
ช่วงการตั้งครรภ์คุณแม่อย่าเพิ่งห่วงในเรื่องของน้ำหนักตัว ให้ห่วงในเรื่องของพัฒนาการลูกมากกว่า เลือกที่จะรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และทานอย่างเต็มที่ ค่อยมาลดแป้งและน้ำตาลเอาช่วงหลังคลอดก็ยังทัน เชื่อว่าคุณแม่หลายคนต้องออกกำลังกายทุกวัน หมดแรงไปกับการเลี้ยงลูกและการทำงาน ก็ผอมได้ไม่ยากไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักตัวหลังคลอดอีกต่อไป.

adorable-21998_640

เสริมพัฒนาการลูกน้อยด้วยของเล่น

ของเล่นเด็ก
ปัจจุบันนี้พ่อแม่หันมาใส่ใจในพัฒนาการลูกน้อยมากขึ้น อย่างที่เราทราบกันว่า หากต้องการกระตุ้นพัฒนาการของลูกน้อยภายใน 1365 วัน เพื่อให้ลูกมีพัฒนาการที่ดีและเติบโตสมวัย ซึ่งสามารถกระตุ้นได้ด้วยของเล่นเด็กนั่นเอง

ของเล่นเสริมพัฒนาการให้กับลูกน้อยของคุณมีหลายแบบ ซึ่งมักจะทำขึ้นมาให้เหมาะสมกับพัฒนาการในแต่ละช่วงวัย เพราะในแต่ละช่วงวัยของลูกน้อยจะมีพัฒนาการและการเจริญเติบโตของสมองที่แตกต่างกัน ยิ่งคุณพ่อคุณแม่กระตุ้นพัฒนาการทางสมองมากเท่าใด เด็กก็จะเก็บข้อมูลเอาไว้ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่บางคนคิดว่าเป็นการใส่ข้อมูลให้ลูกมากเกินไป แต่ในความเป็นจริงสำหรับเด็กการทำกิจกรรมทุกอย่างถือเป็นเรื่องสนุก เด็กจะไม่รู้ว่าเป็นการทำงานหรือการเล่น แต่สำหรับเด็กทุกย่างคือการเล่น แม้ว่าเราจะป้อนอะไรใส่สมองของเค้า เด็กก็สามารถซึมซับได้เหมือนฟองน้ำที่สามารถดูดซับได้ตลอดเวลา ซึ่งการทำกิจกรรมแต่ละอย่างสำหรับเด็ก ล้วนต้องอาศัยของเล่นเด็กทั้งสิ้น

ของเล่นเด็ก

ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านต่างๆ ล้วนแตกต่างกัน เช่น หากต้องการเสริมพัฒนาการทางด้านความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถช่วยลูกได้โดย ของเล่นเด็กประเภท แป้งโดว์ ซึ่งลูกจะสามารถปั้นเป็นรูปร่างต่างๆ ตามที่ลูกต้องการได้ แต่ตอนเริ่มเล่นลูกอาจจะเพียงบีบๆ จับๆ หรือทำเป็นวงกลม ทำเป็นแบบๆ พอโตขึ้นมาหน่อยอาจจะเพียงตัดๆ โดยอาจจะสมมติว่ากำลังทำอาหารอยู่ เป็นต้น และยังช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กได้อีกด้วย แต่ต้องระวังอย่าให้ลูกกิน หรือกลืน แป้งโดว์ด้วยนะคะ

ของเล่นเด็ก

ของเล่นเสริมพัฒนาการด้านความคิดสร้างสรรค์ และยังช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กมัดใหญ่ การคำนวณ และยังช่วยกระตุ้นการพัฒนาสมองซีกซ้าย หรือมักเรียกกันว่าการเสริมพัฒนาการด้านไอคิว(IQ) ซึ่งเป็นส่วนที่เน้นด้านการใช้เหตุผล การแก้ไขปัญหาด้วยสติปัญญา โดยไม่นำอารมณ์หรือความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ นั่นคือของเล่นเด็กที่เด็กๆ เล่นตั้งแต่เป็นเด็กเล็ก และทางการแพทย์ยังใช้เป็นตัวทดสอบเด็กว่ามีพัฒนาการสมวัยหรือไม่อีกด้วย นั่นคือ บล็อกตัวต่อหรือเลโก้ ที่สามารถเล่นได้ตั้งแต่ยังไม่ถึงขวบ จนถึง 6-7 ขวบเลยทีเดียว ซึ่งเด็กส่วนใหญ่มักจะเพลิดเพลินกับการต่อบล็อกหรือเลโก้เป็นพิเศษ เพราะเป็นของเล่นเสริมพัฒนาการ ที่สามารถเล่นได้ทั้งแบบคนเดียว และเล่นกับเพื่อนหรือกับครอบครัวได้ด้วย
ของเล่นเด็กที่เป็นของเล่นเสริมพัฒนาการ มีค่อนข้างหลากหลาย ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกให้เหมาะสมกับช่วงวัย เช่นวัยเด็กเล็กควรเลือกของเล่นเด็กที่มีชิ้นใหญ่หน่อย เพื่อป้องกันเด็กนำเข้าปาก กินหรือกลืนของเล่นเด็กนั่นเอง